วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

'กล่องนักคิด'ชวนเด็กเปลี่ยนของเล่นให้เกิดประโยชน์

"กล่องนักคิด" เสาร์นี้เด็กๆห้ามพลาด เพราะพี่นำบุญกับพี่บ๊อกซ์บ๊อกซ์ เตรียมความสนุกเต็มพิกัดแต่อัดแน่นด้วยสาระมาให้เด็กๆพัฒนาความคิดกัน เริ่มจาก ช่วงเด็กกล้าคิด พี่บ๊อกซ์บ๊อกซ์ขอท้าทายน้องๆด้วยเกมฝึกฝนความคิดและการสื่อสาร โดยให้เด็กๆใบ้คำให้เพื่อนทาย แต่ห้ามพูดหรือส่งเสียงเด็ดขาด ลองดูกันว่าคำใบ้สุดฮาที่พี่บ๊อกซ์บ๊อกซ์เตรียมมานั้นเด็กๆจะใบ้ด้วยลีลาน่าสนุกขนาดไหน

ตื่นเต้นกันต่อกับ ช่วงคิดคึกคัก สัปดาห์นี้ภาพปริศนาจะเป็นภาพอะไร มาช่วยกันสังเกตและเดาไปพร้อมๆกัน คึกคักกับการทดลองวิทยาศาสตร์ที่พี่นำบุญเอาลูกโป่งยักษ์มาใช้ทดสอบน้ำหนักของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซออกซิเจน และก๊าซฮีเลียม เพื่อค้นหาคำตอบว่าก๊าซชนิดไหนที่ทำให้ลูกโป่งสวรรค์ลอยขึ้นฟ้าได้

ปิดท้ายด้วย ช่วงคิดนอกกล่อง หลายคนอาจคิดว่าของเล่นเป็นของไร้สาระ พี่นำบุญกับพี่บ๊อกซ์บ๊อกซ์เลยชวนเด็กๆลองเปิดกล่องความคิดเพื่อเปลี่ยนของเล่นตัวต่อให้กลายเป็นของใช้ที่มีประโยชน์จริง! ตามดูกันว่า เด็กๆจะใช้ความคิดต่อของเล่นออกมาเป็นของใช้อะไรได้บ้าง ขอบอกของบางชิ้นอาจทำให้ผู้ใหญ่อ้าปากค้างก็ได้นะจ๊ะ อิ๊ๆ เสาร์นี้ 09.30-10.00 น. ทางทีวีไทย รับรองสนุกแน่ๆ

วธ.เปิดผลวิจัย ชี้เด็กไทย ใช้ภาษาไทยเพี้ยน

จัดโครงการศิลปวัฒนธรรมสัญจร ขึ้น เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยให้เยาวชนและประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ...

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า จากการศึกษาประกอบผลการวิจัยเชิงสำรวจของหน่วยงาน สถาบันการศึกษาหลายสถาบัน พบว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม 3 ด้านใหญ่ๆคือ 1. ปัญหาการใช้ภาษาไทยในการพูดและอ่าน ผลการวิจัยของคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเกี่ยวกับนโยบายเกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอนและการใช้ ภาษาไทยโดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษาและบุคคลอาชีพอื่นๆ 1,583 คนพบว่า ระดับอุดมศึกษามีการพัฒนาบุคลากรด้านภาษาไทยน้อยที่สุด โดยปัญหาที่พบเป็นเรื่องของการพูดมากที่สุด คือ พูดไม่ชัด ใช้คำไม่ถูกต้อง และพูดวกวน จนเพี้ยนความหมาย ส่วนการเขียน ได้แก่ ใช้คำผิดความหมายและการอ่าน ได้แก่ ออกเสียงไม่ถูก จับใจความไม่ได้

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า 2.ปัญหาคุณธรรม จริยธรรมลดน้อยลง และ 3.ปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรง จากการเลียนแบบจากสื่อและสังคม ดังนั้น วธ. จึงนำมิติวัฒนธรรมร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยจัดโครงการศิลปวัฒนธรรมสัญจร ขึ้น เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยให้เยาวชนและประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ผ่านจะกรรมการบรรยายธรรมะจากกรมการศาสนา กิจกรรมการแสดงพื้นบ้านจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ การแสดงร่วมสมัย การวาดภาพเหมือน ตลาดนัดศิลปะจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย การสาธิตและฝึกอบรมมารยาทไทย กิจกรรมหมอภาษาจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เป็นต้น ซึ่งตนคาดว่าเด็กและเยาวชนที่ผ่านโครงการนี้แล้ว จะได้รับสุนทรีภาพทางศิลปะและใช้กล่อมจิตใจให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม ไม่มีความก้าวร้าวและดำเนินชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขถึง 70 % ขึ้นไป

ความรู้เรื่องเพื่อนบ้านของเด็กไทย

ขณะนี้ที่เศรษฐกิจไม่ดี ผมตั้งใจว่า จะพยายามฝึกมัคคุเทศก์ ท้องถิ่นในจังหวัดที่มีพรมแดนติดเพื่อนบ้าน

ประสงค์แรก เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหนึ่ง โดยการให้คนไทยเที่ยวภายใน เลียนแบบอินเดียที่มีการท่องเที่ยวระหว่างรัฐของสาธารณรัฐ

ประสงค์ที่สอง ก็เป็นการเตรียมคนไว้ให้รู้เรื่องของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ประชิดติดกัน ผมมีความเชื่อว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น แนวโน้มของการท่องเที่ยวโลกจะเปลี่ยนไป ผู้คนส่วนใหญ่จะหันมาเที่ยวในดินแดนแสนบริสุทธิ์อย่างพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ ฯลฯ ซึ่งคนไทยของเราเข้าไปมีส่วนทางด้านการท่องเที่ยวในขณะนี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับจีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย ฯลฯ

สิ่งหนึ่งซึ่งผมได้จากการสนทนากับผู้คนในจังหวัดพรมแดน ตั้งแต่ผู้คนระดับบนที่มีการศึกษาถึงระดับรากหญ้าทั่วไป เราทั้งหลายรู้เรื่องเพื่อนบ้านกันน้อยมาก แถมยังเข้าใจเพื่อนบ้านไม่ถูกต้องอย่างใหญ่โตมโหฬารในแทบทุกเรื่อง

ต้องโทษระบบศึกษากับสื่อละครับ นักเรียนไทยในจังหวัดชายแดนพม่า เรียนตั้งแต่ชั้นประถมต้นจนจบมัธยมปลาย 12 ปี ไม่ค่อยได้เรียนเรื่องพม่า แต่ดันไปมีความรู้อย่างละเอียดลออเรื่องออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฯลฯ

นักเรียนในจังหวัดสระแก้ว จันทบุรี ตราด สุรินทร์ บุรีรัมย์ ฯลฯ ที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา รู้เรื่องของประเทศแคนาดาดีกว่าเรื่องของเขมร หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการของไทยสอนแต่ อะไรไกลตัว สิ่งใกล้ตัวไม่ได้สอน เมื่อเยาวชนคนเหล่านี้จบการศึกษาไปแล้ว จึงไม่มีความรู้เพียงพอที่จะอยู่ต่อไปในจังหวัดเดิม ต้องอพยพไปกองกันอยู่ตามเมืองใหญ่ แออัดยัดยัดกันเข้าไปแต่ในกรุงเทพฯ

ในขณะที่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ฯลฯ ทำวิจัยและจัดสัมมนาเรื่องของกัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า อยู่เป็นประจำ

ความรู้เรื่องเพื่อนบ้านของผมส่วนหนึ่ง ก็มาจากการคลิกเข้าไปในอินเตอร์เน็ต เพื่ออ่านหรือฟังการสัมมนาเรื่องเพื่อนบ้านของไทยจากมหาวิทยาลัยในประเทศทั้งหลายที่ผมเอ่ยชื่อไปแล้วนั่นแหละ สถาบันการศึกษาจากส่วนกลางบางแห่งของไทยก็พยายามสะสมองค์ความรู้เรื่องเพื่อนบ้านของไทยบ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ สถาบันของไทยยังทำกันน้อยกว่ามาก

ขอโทษเถิดครับ สมัยก่อนตอนยังเป็นเด็กเล็กอยู่ คุณครูท่านมีแผนที่ไทย กัมพูชา พม่า ลาว และมาเลเซีย มาให้เรียน แต่ทุกทีที่ศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ ครูเพียงแต่ให้ระบายสีตรงที่เป็นแผ่นดินไทยให้สวยงาม แล้วก็จบ นักเรียนอย่างผมก็เลยไม่เคยรู้ว่า ตรงที่ติดกับพรมแดนไทยในแต่ละแห่งนั้นคือจังหวัดอะไรของเพื่อนบ้าน มีทรัพยากรธรรมชาติ มีภูเขา น้ำตก ทะเล หาดทราย อะไรบ้างที่สวยงาม

ทุกทีที่มีการสอนเรื่องพม่า พวกเรานักเรียนไทยทั้งหลายก็เรียนแต่ เฉพาะตอนที่พม่าเข้าเผาเมือง เรียนเรื่องไทยรบพม่า พม่ารบไทย ท่องกันแต่เพียงว่า สมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย เราทำสงครามกับพม่าทั้งหมดถึง 24 ครั้ง

สมัยก่อนตอนยังเด็ก เมื่อเรียนเรื่องลาวและเวียดนาม เราก็เรียนกันแต่ เพียงว่า แผ่นดินลาวและญวนไม่สงบ พวกนี้จึงต้องหนีร้อนมาพึ่งเย็น เพราะแผ่นดินไทยของเราสงบและสมบูรณ์พูนสุขไปด้วยทรัพยากรธรรมธรรมชาติทั้งหลาย

สมัยก่อนตอนเป็นเด็ก ผมมีความฝังใจว่า ลาวและญวนจะต้องเป็นแผ่นดินแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้ใบหญ้า ผู้คนอดอยากมากมาย ไม่มีอะไรกินจึงต้องอพยพเข้ามาพึ่งพาพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินไทย พอโตขึ้นมาหน่อย พวกเราเยาวชนคนไทยอย่างผมก็ได้เรียนเพียงเรื่องเจ้าอนุเวียงจันทน์หักหลัง แต่งกำลังทหารเข้ามาฆ่านายทหารในกองทัพโดยไม่รู้ตัว จึงกลายเป็นสาเหตุที่กองทัพไทยต้องเดินทางไปทำลายเมืองเวียงจันทน์ อาณาจักรเวียงจันทน์จึงล่มสลาย เจ้าอนุถูกคุมตัวมาขังไว้ที่กรุงเทพฯ

ในส่วนของกัมพูชา ผมเรียนมาตั้งแต่เล็กเพียงว่า ไทยกับกัมพูชาเคยติดต่อกันมาแต่โบราณ เคยรบกัน หลายทีที่เขมรตกเป็นของไทย ในหนังสือแบบเรียนที่เราอ่าน มีสอนคนไทยไม่ให้ไว้ใจเขมร เขมรไม่น่าคบค้าสมาคม ไม่น่าเข้าไป

ผู้อ่านท่านครับ ในอดีต ประเทศในทวีปยุโรปรบกันมากกว่ารัฐไทยรบกับรัฐที่มีพรมแดนประชิดติดกันกับเรา แต่หลักสูตรการศึกษาของประเทศในยุโรปสอนความจริง 2 ด้าน ด้านประวัติศาสตร์ที่เป็นเรื่องราวซึ่งผ่านไปแล้ว และด้านที่เราหนีกันไม่พ้น ยังไงแผ่นดินของเราก็ติดกัน อย่าเป็นศัตรูกันเลยมาชุมนุมสุมหัวอยู่ร่วมกันดีกว่า ผู้คนของยุโรปจึงมีทัศนคติที่ดีต่อกัน ขนาดภายหลังมีเงินตราสกุลยูโรเดียวกัน มีกฎหมายอียู ไปมาหาสู่กันโดยไม่ต้องมีวีซ่า ทั้ง 27 ประเทศอยู่รวมกันได้อย่างแนบสนิทและมีพลัง

ปีนี้ไทยเราเป็นทั้งประธานและเลขาธิการอาเซียน ทว่าดูเหมือนว่าบรรยากาศความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน คล้ายกับว่ามีใครไปรับงานอเมริกามาทำลายอาเซียนเหมือนเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่ประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลเปี๊ยบเลย.

ตะวันยอแสง 14/03/53

ตอนที่ 14   (ต่อจากวานนี้)

พร้อมมิตรหันขวับไปมองยอแสง "มีแต่แกเท่านั้นที่มีหน้าที่จัดเตรียมยาให้คุณแม่ใหญ่...หรือว่าแก...แกวางยาคุณแม่ใหญ่"

ยอแสงตกใจ ปฏิเสธลั่นว่าเปล่า นพดลทักท้วงว่าไม่มีหลักฐานอย่ามากล่าวหากันลอยๆ จิตรใสแนะให้เรียกตำรวจมาจัดการ พริ้มเพราเกรงตำรวจจะสืบมาถึงตน รีบยุให้ไล่ยอแสงออกจากบ้าน นเรนทร์รับลูกทันที ตะโกนไล่ยอแสงเหย็งๆ

ในเวลาต่อมา นเรนทร์ พริ้มเพรา พร้อมมิตร กับจิตรใสช่วยกันขนข้าวของของยอแสงเอาไปโยนไว้นอกบ้าน นพดลเข้ามาห้ามก็ถูกซ้อนจับตัวไว้ นพดลไม่ยอมดิ้นสุดฤทธิ์ นเรนทร์ เลยเข้ามาซ้อมนพดลเป็นการสั่งสอน ยอแสงเองก็ถูกพร้อมมิตร จิตรใส กับพริ้มเพรารุมทำร้ายเช่นกัน...

ยอแสงรู้ตัวว่าอยู่บ้านนี้ต่อไปไม่ได้ จึงเก็บข้าวของเตรียมตัวไป นพดลจะตามไปด้วย แต่ยอแสงไม่ยอม ขอร้องให้อยู่ดูแลปกป้องคุณใหญ่ที่นี่ เพราะเรายังไม่รู้ว่าใครกันที่คิดจะทำร้ายท่าน เธอจะไปขอความช่วยเหลือจากใจบุญ ขอค้างบ้านใจบุญสักคืน พรุ่งนี้ค่อยหาทางออก

ooooooo

พริ้มเพรากับนเรนทร์ยิ้มร่าที่กำจัดคุณใหญ่กับยอแสงไปได้ในเวลาเดียวกัน นึกชมนเรนทร์ที่หัวไว จึงทำให้แผนการสำเร็จด้วยดี พริ้มเพรานึกย้อนเหตุการณ์ก่อนหน้า ตอนที่เธอกำลังจะเอายาพิษใส่ในถ้วยรังนกไปให้คุณใหญ่ นเรนทร์ตามมาทักท้วง แล้วบอกให้ทำตามวิธีของเขาแทน โดยชวนพริ้มเพรามาแอบที่ครัว ซุ่มดูยอแสงกำลังต้มยาสมุนไพรให้คุณใหญ่ รอจังหวะที่เธอเดินไปที่หน้าต่างครัว เหม่อมองเข้าไปในงานด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

"อาเล็กกับคุณพร้อมเหมาะสมกันเหลือเกิน"

นเรนทร์ย่องเข้ามาข้างหลังอย่างเงียบกริบ เปิดฝาหม้อยาต้ม เทยาพิษลงไป แล้วเปิดฝาไว้อย่างเดิม ทิ้งห่อยาลงพื้น ก่อนรีบหนีไป  โดยที่ยอแสงไม่ทันรู้ตัว พริ้มเพราตื่นจากภวังค์ยิ้มอย่างพอใจ นเรนทร์ยอมร่วมมือกับป้าพริ้มเพราะเกรงว่าคุณใหญ่จะยกสมบัติให้ยอแสง

"ต่อไปนี้ไม่มีใครขวางเราแล้ว ทุกอย่างในบ้านเป็นของเราสองคน ไม่ต้องรออีกต่อไป"

พริ้มเพรากับนเรนทร์หัวเราะกันอย่างสะใจ...ฝ่ายยอแสงไปถึงบ้านใจบุญหวังจะได้ที่พัก ใจบุญรู้เรื่องทุกอย่างแล้วยอมให้เธอค้างด้วย แต่บารมีเข้ามาขวาง ตวาดใส่ยอแสงว่าบ้านนี้ไม่ต้อนรับ แล้วออกปากไล่ ใจบุญขอร้องแม่ให้เห็นใจยอแสง แต่บารมีก็ไม่ฟัง ยืนยันไม่ยอมให้ยอแสงเข้าบ้านเด็ดขาด

"ยอแสงไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใจบุญกับคุณแม่มีปัญหากัน ไม่ต้องห่วง ยอแสงเคยลำบากมามากกว่านี้ แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก" ยอแสงฝืนยิ้ม หันหลังกลับ เดินจากไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าคืนนี้จะหาที่ซุกหัวนอนที่ไหน ทั้งเหนื่อยทั้งหิว เงินติดตัวสักบาทก็ไม่มี น้ำตาเริ่มเอ่อด้วยความรันทด...

ในเวลาเดียวกัน ศักดิ์ระพียังคงนั่งเฝ้าอาการคุณใหญ่ อยู่ในห้องไอซียูด้วยความเป็นห่วง พร้อมมิตรเตรียมของใช้ จำเป็นเอามาให้คุณใหญ่ พอศักดิ์ระพีรู้จากพร้อมมิตรว่ายอแสงถูกตะเพิดออกจากบ้านเดชาบดินทร์เพราะพวกเธอสงสัยว่าจะวางยาทำร้ายคุณใหญ่ ขยับจะออกไปตาม พร้อมมิตรรั้งไว้ ศักดิ์ระพีไม่สนใจ ไม่เชื่อว่ายอแสงทำผิดจนกว่าจะมีหลักฐาน แล้วเดินออกไปจากห้องทันที...

ด้านยอแสงหรือตะวันเดินน้ำตาซึมมาถึงกองไม้ข้างสวนใกล้เพิงที่ซ่อนตัวของสายกับอินตา ทรุดตัวลงนั่งอย่างท้อแท้ หมดหวัง คิดถึงเมื่อครั้งที่อยู่กับแม่บนเรือกระแชงอย่างมีความสุข

"แม่จ๋า...ตอนนี้ชีวิตของตะวันกำลังมืดดับ จนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสุดท้าย ตะวันไม่เหลือใครเป็นที่พึ่งอีกต่อไปแล้วจ้ะแม่" ยอแสงน้ำตาไหลพราก ร้องไห้อย่างน่าเวทนา ทันใดนั้น เสียงเพลงกล่อมลูกของสายแว่วมาตามสายลม ยอแสงรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด ฉุกคิดขึ้นได้ว่าอาจจะเป็นเสียงของแม่ รีบเดินตามเสียงเพลง พร้อมกับตะโกนเรียก "แม่สายๆ"...

ทางด้านศักดิ์ระพีขับรถตามหายอแสงมาจนถึงถนนข้างสวนใกล้เพิงที่พักของอินตา คอยกวาดตามองหายอแสงตามข้างทาง ภาวนาขอให้เจอ ก่อนตัดสินใจจอดรถข้างทาง ใช้วิธีเดินหาแทน ส่วนสายเหมือนได้ยินเสียงลูกเรียก รีบวิ่งออกจากเพิง ยอแสงเงี่ยหูฟังเสียงสาย แต่เสียงเงียบไป

"แม่จ๋า...แม่อยู่ไหนจ๊ะ"

ศักดิ์ระพีเข้ามาในสวนอีกด้านหนึ่ง เห็นหลังยอแสงไกลๆ  พยายามเพ่งสายตามองฝ่าความมืด  จังหวะที่ยอแสงกำลังจะหันไปมองทิศทางที่ศักดิ์ระพีเดินมา ธาดาเข้ามาจับแขนเธอจากอีกด้านพอดี ยอแสงถึงกับหยุดกึก หันไปเจอธาดาซึ่งออกมาตามหาเธอ

"พี่รู้เรื่องจากนพดลแล้ว รู้ไหมว่าพี่เป็นห่วงยอแสงแค่ไหน...ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะดูแลยอแสงเอง"

ธาดาดึงยอแสงเข้ามากอดราวกับจะคอยปกป้อง ยอแสงน้ำตาไหลพราก ร้องไห้ด้วยความตื้นตัน ศักดิ์ระพีเห็นธาดากับยอแสงกำลังกอดกัน ยืนนิ่งงัน มองอย่างเจ็บแปลบหัวใจ ก่อนเดินหลบไป ยอแสงรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ รีบหันไปดู พบแต่ความว่างเปล่า ธาดาชวนไปพักที่บ้านของเขา ยอแสงดีใจที่คืนนี้จะมีที่ซุกหัวนอน จึงกลับไปพร้อมธาดา ลืมเรื่องแม่สนิท

ครู่ต่อมา ธาดาพายอแสงมาบ้านของเขา ยอแสงไหว้ขอบคุณพ่อแม่ของธาดาที่เมตตาให้ที่พัก  ธาดาจะไปนอนค้างที่โรงพยาบาล ด้วยไม่อยากให้ยอแสงถูกครหาว่านอนบ้านเดียวกับตน ยอแสงไม่สบายใจที่ทำให้ธาดาต้องลำบาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร...

ขณะเดียวกัน สายวิ่งกระเซอะกระเซิงตามหาตะวัน แต่โชคดีที่อินตามาเจอตัวก่อน ปรี่เข้ามาลากตัวสายกลับไปเพิงตามเดิม...ด้านศักดิ์ระพีมาถึงหน้าห้องไอซียู นพดลปรี่เข้าไปถามว่าเจอยอแสงไหม ศักดิ์ระพีแปลกใจ สงสัยว่านพดลรู้ได้อย่างไรว่าเขาไปตามยอแสง

"คุณพร้อมกลับไปโวยวายที่บ้าน ผมเลยมารอว่าอาเล็กจะตามพี่ยอกลับมาได้หรือเปล่า"

"ยอแสงเขามีคนดูแลแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก" น้ำเสียงของศักดิ์ระพีเต็มไปด้วยความน้อยใจ

ooooooo

นเรนทร์ตั้งตัวเป็นใหญ่คับบ้าน ยึดห้องคุณใหญ่ เอาเป็นของตนเองโดยมีพริ้มเพราคอยให้ท้ายสั่งให้เด็กรับใช้ขนข้าวของของคุณใหญ่ออกไป เด็กรับใช้ไม่กล้า พริ้มเพราไม่พอใจตบหน้าสั่งสอนฐานที่ไม่ฟังคำสั่ง พร้อมมิตรกับจิตรใสเข้ามาเจอพอดี

"กล้าดียังไงมาเอาห้องคุณแม่ใหญ่ไปเป็นห้องตัวเอง" พร้อมมิตรไม่พอใจอย่างมาก

นเรนทร์โกรธจัดที่สองสาวเข้ามาขวาง ตรงเข้าจัดการจิตรใสซึ่งตัวเล็กกว่าก่อน บีบคอจนหายใจแทบไม่ออก พร้อมมิตรปราดเข้าไปช่วยจิตรใส ก็ถูกนเรนทร์ตบเปรี้ยงจนกระเด็น แล้วตามจะเข้าไปซ้ำ ซ้อนพุ่งเข้ามาผลักนเรนทร์อย่างสุดแรง ตวาดลั่นห้ามทำร้ายลูกๆของท่านต้นอีก

"ฉันก็เป็นลูกคุณพ่อเหมือนกัน แกพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง ไอ้ขี้ข้า"

"ใช่ ผมเป็นไอ้ขี้ข้า เป็นคนชั่วช้าเนรคุณได้แม้กระทั่ง ผู้มีพระคุณล้นหัว คุณได้ในสิ่งที่อยากได้ ก็อย่ามารังแกพวกคุณหนู ไม่งั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน"

"กรีนเวฟ" ชวนทำบุญพร้อมชมมินิคอนเสิร์ต

กรีนเวฟ 106.5 FM ฝากชวนคนใจบุญร่วมบริจาคสิ่งของ, ข้าวสาร-อาหารแห้ง, อุปกรณ์ทำความสะอาด, รองเท้า-กระเป๋า-ชุดนักเรียน, ของใช้เด็กอ่อน, หนังสือสำหรับเด็ก ให้กับมูลนิธิต่างๆ 15 มูลนิธิ ได้แก่ มูลนิธิ Art for All, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก, มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์, มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย, มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย, มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ, มูลนิธิจิตอาสา, มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ, สถานสงเคราะห์เลี้ยงเด็กกำพร้ายากจนวัดโบสถ์วรดิตถ์, วัดพระบาทน้ำพุ, โครงการจักษุศัลยกรรม สภากาชาดไทย, มูลนิธิเพื่อทะเล, เสถียรธรรมสถาน, มูลนิธิสวัสดิการนักแสดงอาวุโส, มูลนิธิแสงประทีปเพื่อผู้สูงวัยในชุมชน ในงาน Green Charity Fair เสาร์ที่ 9 พ.ค. นี้ 13.00-18.00 น. ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า นอกจากร่วมทำบุญแล้ว ภายในงานยังมีเกมสนุกๆ พบปะกับศิลปินดาราประจำตามบูธมูลนิธิต่างๆ ช้อปแหลกของรักของหวงศิลปินคนโปรด อิ่มอร่อยกับร้านอาหารคนดังที่ขนมาให้ชิมเพียบ กรี๊ดสนั่นไปกับมินิคอนเสิร์ตจาก รุจ เดอะสตาร์, แก้ม เดอะสตาร์, มาลีวัลย์ เจมีน่า และแคลอรี่ บลา บลา ส่วนใครที่อยากทำบุญแบบรวดเร็วทันใจกับกรีนเวฟ เพียงส่ง sms พิมพ์รหัสประจำมูลนิธิที่ต้องการ ครั้งละ 6 บาท ส่งมาที่ 4242811 จำนวนเงินหลังหักค่าใช้จ่ายจะส่งเข้ามูลนิธิที่คุณต้องการทันที สามารถดูรหัสของแต่ละมูลนิธิได้ที่ www.greenwave.fm ก่อน 30